เอกชน แนะรัฐปรับโครงสร้าง ภาคเกษตรไทย คู่มาตรการพยุงรายได้ระยะสั้น หนุนยกระดับมูลค่า เพิ่มขีดแข่งขัน และสร้างความยั่งยืนเศรษฐกิจฐานราก
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ประเมิน จีดีพีภาคเกษตรปี 2568 ขยายตัวราว 3.2% จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวและพืชเศรษฐกิจหลัก ดังนั้นในปี 2569 คาดจีดีพีภาคเกษตรจะเติบโตต่อเนื่องในกรอบ 2–3% หากการปรับโครงสร้างการผลิตเดินหน้าได้ตามแผน
ช่วงจากนี้จึงเป็นจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัว และการปรับโครงสร้างภาคเกษตร จากช่วงหลาย 10 ปีก่อนหน้า เกษตรกรไทยยังคงประสบวิกฤตซ้ำซาก จากการเผชิญความเสี่ยง กับปัญหาเดิมๆ
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี ระบุว่า ภาคเกษตรไทย ประสบปัญหาผลผลิตที่ออกมาจำนวนมาก แต่เกษตรกรยังจนเหมือนเดิม ขณะที่ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น ทั้งเงินชดเชยและโครงการประกันรายได้ แต่ไม่ได้ทำให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี หรือลืมตาอ้าปากได้ อาทิ ปี 2568 ข้าวผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 10% จากปีก่อนหน้า แต่รายได้เกษตรกรกลับลดลงประมาณ 16% จากแรงกดดันด้านราคาจากตลาดโลก
ดังนั้น บทบาทของรัฐจึงไม่เพียงอยู่ที่การพยุงรายได้ระยะสั้น แต่ต้องเร่งยกระดับมูลค่าสินค้า เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน และสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว
ล่าสุด คณะรัฐมนตรี ( ครม.) เมื่อเดือนก.ค.2568 เห็นชอบแผนแม่บทพัฒนาการเกษตร ปี 2568 – 2575 เพื่อเพิ่มมูลค่าส่งออกและพัฒนาเกษตรกรให้แข่งขันได้ เป้าหมายคือเพิ่มรายได้ต่อครัวเรือนเกษตรกรสุทธิ ไม่ต่ำกว่า 537,000 บาท/ครัวเรือน ทำให้ 75% ของครัวเรือน ให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างยั่งยืน เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรม 5% ต่อปี จีดีพีภาคเกษตรโต ไม่น้อยกว่า 4.5% ต่อปี
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2-3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นโยบายภาครัฐที่ต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว และความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นจากประเด็นความมั่นคงทางอาหาร
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ (วาตภัย ภัยแล้ง อุทกภัย) เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว มาตรการกีดกันทางการค้า นโยบายภาษีของสหรัฐฯ และความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ปี 2568 เป็นปีที่ราคาข้าวไทยหดตัวครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยหดตัว 10.9% เฉลี่ยอยู่ที่ 11,175 บาทต่อตัน หลังจากในช่วงปี 2565-2567 มีราคาเติบโตดีเฉลี่ยถึง 6.4% ต่อปี จากแรงกดดันด้านผลผลิตที่พุ่งสูงและอินเดียเร่งยอดส่งออกข้าว
ทั้งนี้ ปัจจัยฉุดราคาที่สำคัญมาจากผลผลิตข้าวในระดับสูง ด้วยสภาพอากาศที่เป็นปรากฏการณ์ลานีญาเอื้อต่อการผลิต โดยไทยมีผลผลิตข้าวพุ่งแตะ 35.8 ล้านตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ถึง 1.11 เท่า สอดคล้องไปกับผลผลิตข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น 3.3% ดันสต็อกข้าวโลกเพิ่ม 5% และมีอุปทานส่วนเกินโลกสูงถึง 8.98 ล้านตัน
นอกจากนี้ อินเดียยังได้เร่งส่งออกข้าวเพิ่มกว่า 34.2% จากแรงหนุนด้านผลผลิตในประเทศที่สูงถึง 150 ล้านตัน ฉุดราคาข้าวโลกให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งฟิลิปปินส์ยังได้สั่งงดนำเข้าข้าวตั้งแต่เดือนก.ย. 2568 ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกและราคาข้าวไทยปรับลดลง
ส่วน ปี 2569 ไตรมาสแรกราคาข้าวหดตัว 0.9% จากสภาพอากาศที่ยังเอื้อต่อการผลิตของปรากฏการณ์ลานีญาช่วยหนุนผลผลิตข้าวไทยให้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในฤดูข้าวนาปรังที่จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดราว 41.8% ของผลผลิตข้าวนาปรังทั้งหมด จะส่งผลให้ราคาข้าวปรับลดลง
อย่างไรก็ดี ข้าวไทยทั้งปี 2569 คาดขยับขึ้นเล็กน้อยไปเฉลี่ยอยู่ที่ 11,264 บาทต่อตัน แต่หากพิจารณาในประเภทข้าวจะพบว่า ข้าวขาว น่าจะยังมีราคาหดตัวอยู่ เนื่องจากเป็นประเภทข้าวที่มีการแข่งขันด้านราคากันอย่างรุนแรงในตลาดโลก ซึ่งข้าวขาวไทยยังแข่งขันได้ยากจากราคาที่แพงกว่าคู่แข่งทั้งอินเดียและเวียดนาม เพราะไทยมีต้นทุนการผลิตสูงและผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าคู่แข่ง



