Friday, April 17, 2026
spot_img

Latest Posts

กนช. ไฟเขียวงบจัดการน้ำ ลุยคลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย 1.6 แสนล้าน แก้ท่วม-แล้งทั้งระบบ

กนช. เคาะแผนบริหารจัดการน้ำ ปี 2569 วงเงิน 380,760 ล้านบาท ครอบคลุม 66 จังหวัด–กทม. ดัน 9 โครงการใหญ่ 2.15 แสนล้านบาท ป้องกันซ้ำรอยน้ำท่วมใหญ่ปี 54 หวังลดภาระชดเชยรัฐที่เสี่ยงพุ่งทะลุแสนล้านบาท

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( สทนช.) เปิดเผยว่า ภายหลังเป็นประธาน คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( กนช. ) มีมติเห็นชอบแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปีงบประมาณ ภายใต้งบประมาณ 380,760.6667 ล้านบาท จำนวนทั้งสิ้น 44,161 รายการ ครอบคลุม 8 กระทรวง ดำเนินการใน 66 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร

ล่าสุด กนช.มีมติให้กรมชลประทาน เพิ่มโครงการคลองระบายน้ำหลาก ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ขยายคลองเดิม วงเงินราว 1.6 แสนล้านบาท พร้อมกันนี้ สทนช.เตรียมประชุมวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า 3 ปี (2569-2571) ป้องกันซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 เพื่อป้องกันความผิดพลาดในอดีต เพราะหากเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนเร็ว หลังมหาอุทกภัยปี 2554 มีการระบายน้ำจนเหลือเพียง 45%ของความจุอ่าง ส่งผลให้ ปี 2555 -2556 เกิดภัยแล้งรุนแรงในอีก 2 ปี

ปัจจุบันงบประมาณด้านน้ำส่วนใหญ่ กว่า 1.2 แสนล้านบาทต่อปี มักทุ่มไปที่การก่อสร้าง แต่กลยุทธ์ที่ควรให้ความสำคัญมากขึ้นคืองบประมาณด้านการปรับตัวและการแจ้งเตือน เน้นการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ และการทำให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม

ทั้งนี้ หากไม่เร่งเตรียมรับมือ น้ำท่วมจะทำรัฐแบกรับภาระชดเชยเพิ่มต่อเนื่อง หลังปี 2567 จ่ายแล้วกว่า 6 หมื่นล้านบาท ปี 2568 เพิ่มเป็น 8 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มทะลุแสนล้านบาทในอนาคต จึงต้องเลิกบริหารน้ำแบบปีต่อปี ลดความเสี่ยงทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง พร้อมปรับงบจากงานก่อสร้างสู่การบริหารจัดการ การแจ้งเตือน และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้ท้องถิ่นรับมือภัยพิบัติได้ด้วยตัวเอง

สำหรับแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แบ่งเป็น 5 ด้าน คือ 1.ด้านการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค วงเงิน 55,397 ล้านบาท 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต วงเงิน 169,255.78 ล้านบาท 3.การจัดการอุทกภัย วงเงิน 112,216.16 ล้านบาท 4.การอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ วงเงิน 11,519.78 ล้านบาท และ 5.การบริหารจัดการ วงเงิน 32,371.5 ล้านบาท

การจำแนกงบประมาณด้านทรัพยากรน้ำแต่ละภูมิภาค ดังนี้ ภาคอีสาน วงเงิน 112,863 ล้านบาท จำนวน 18,789 รายการ ภาคเหนือ วงเงิน 97,304.95 ล้านบาท จำนวน 10,016 รายการ ภาคกลางวงเงิน 69,121.42 ล้านบาท จำนวน 7,021 รายการ ภาคใต้วงเงิน 50,766.69 ล้านบาทจำนวน 5,092 รายการภาคตะวันออก วงเงิน 36,252.68 ล้านบาทจำนวน 2,862 รายการและ ส่วนกลาง วงเงิน 14,451.8 ล้านบาทจำนวน 381 รายการ

สำหรับการแก้ปัญหาด้านน้ำ นายไพทูรย์ กล่าวว่า สทนช.มุ่งเน้นการวางรากฐานเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะกิจที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะปัญหาในหลายพื้นที่ที่สะสมมาเป็นเวลานาน เช่น ปัญหาน้ำท่วม – น้ำแล้งซ้ำซาก ปัญหาคุณภาพน้ำ ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการแก้ไขจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีการจัดลำดับความสำคัญที่แม่นยำและตรงจุด

โดยมีบทบาทสำคัญในการพิจารณาโครงการด้านน้ำ โดยต้องจัดลำดับความสำคัญอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมทั้งต้องผลักดันให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหาด้านน้ำประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นช่วงแล้งปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากช่วงปลายฤดูฝนที่ผ่านมา เขื่อนหลักทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำเกือบเต็มความจุ

สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด โดยกำหนดอัตราการระบายน้ำของเขื่อนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ท้ายน้ำ พร้อมรักษาปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอสำหรับการใช้น้ำในฤดูแล้งนี้ ปัจจุบันเขื่อนทั้ง 4 แห่งดังกล่าว มีปริมาณน้ำรวม 24,350 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 98 %ของความจุเก็บกัก รวมถึงมีการระบายน้ำรวม 56 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน

ขณะที่กรมชลประทานเร่งระบายน้ำออกจากทุ่งลุ่มต่ำที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่หน่วงน้ำในช่วงน้ำหลาก โดยทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท – ป่าสัก สิ้นสุดการระบายน้ำแล้ว ส่วนทุ่งบางระกำและ 10 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง ยังมีน้ำคงเหลือรวม 1,352 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 79.25 ของพื้นที่ทั้งหมด และยังคงระบายน้ำออกอย่างต่อเนื่องในอัตรา 25 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน จนกว่าจะคงเหลือน้ำในทุ่งรวมประมาณ 493 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสำรองไว้ใช้ในการเตรียมเพาะปลูกข้าวนาปรังและพืชฤดูแล้ง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569

ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 จำนวน 8 มาตรการ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการป้องกันและบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ และเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้ทันที

นอกจากนี้่ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแผนงานโครงการด้านทรัพยากรน้ำที่หน่วยงานเสนอ จำนวน 9 โครงการวงเงิน 2.15 แสนล้านบาท โดยหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ได้แก่ กรมชลประทาน การประปาส่วนภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร จะเร่งขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาด้านน้ำให้กับประชาชน ทั้งในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง

ประกอบด้วย1. โครงการคลองระบายน้ำหลาก ชัยนาท – ป่าสัก – อ่าวไทย วงเงิน 165,000 ล้านบาท การก่อสร้างแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ปรับปรุงคลอง ชัยนาท – ป่าสัก ความยาว 134.365 กิโลเมตร อัตราการระบายน้ำหลากสูงสุด 930 ลบ.ม./วินาที หรือระบายน้าได้สูงสุด 80.35 ล้าน ลบ.ม./วัน ช่วงที่ 2 คลองระบายน้ำหลาก ป่าสัก–อ่าวไทย ความยาว 135.655 กิโลเมตร (อยู่ระหว่างพิจารณา EIA)อัตราการระบายน้ำหลากสูงสุด 600 ลบ.ม./วินาที หรือระบายน้ำได้สูงสุด 51.80 ล้าน ลบ.ม./วัน

2.โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย เวียงชัย – แม่ลาว จังหวัดเชียงราย 2,248ล้านบาท เป็นโครงการเป็นการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำแม่ลาว (สถานีผลิตน้าแห่งใหม่) โดยใช้แหล่งน้ำดิบแม่น้ำลาว เพื่อทดแทนสถานีผลิตน้ำวังค้า (สถานี ผลิตน้ำเดิม) ซึ่งใช้แหล่งน้ำดิบแม่น้ำกกที่พบการปนเปื้อนโลหะหนัก และเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำในอนาคต

3.โครงการก่อสร้างเขื่อน คอนกรีตเสริมเหล็ก(ค.ส.ล.) คลองประเวศบุรีรมย์ ช่วงจากเขื่อนเดิมคลองจระเข้ขบถึงสุดเขตกรุงเทพมหานคร วงเงิน 4,416 ล้านบาท เป็นการก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล. ทางเดินหลังเขื่อนและติดตั้งราวเหล็กกันตก ทั้ง 2 ฝั่งความยาวรวมทั้งหมด 35,800 เมตร (35.8 กม.) และ ขุดลอกคลอง ความยาว 17,900 เมตร (17.9 กม.)

4.โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี วงเงิน 14,700 ล้านบาท ลักษณะเป็นคลองระบายน้ำหลาก D1 เป็นงานปรับปรุงคลองระบายน้ำ คลองส่งน้ำ ความยาว รวม 38.852 กม. และ งานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้าเขื่อนแก่งกระจาน

5.โครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา – คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง4,400 ล้านบาท เป็นการขุดคลองใหม่ คลองระบายน้ำทับมา-คลองกะแมง ความยาว 3.015 กม. ปรับปรุงคลองเดิม คลองกะแมง ความยาว 6.118 กม. เขื่อนป้องกันตลิ่งคลองใหญ่ บริเวณจุดบรรจบคลองกะแมง ความยาว 300 ม. และ องค์ประกอบอื่น ๆ ภายในคลอง เช่น ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำและท่อลอด

6.โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ – หนองค้อ – บางพระ จังหวัดชลบุรี วงเงิน 12,656 ล้านบาท เป็น การก่อสร้างสถานีสูบน้ำ 1 แห่ง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 0.85 ลบ.ม./วินาที จำนวน 4 เครื่อง (ใช้งาน 3 เครื่อง สำรอง 1 เครื่อง) อัตราการสูบน้ำรวม 2.55 ลบ.ม./วินาที ท่อส่งน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.80 ม. ความยาว 69.471 กม. และ งานปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิม ความยาว 5.35 กม.

7.โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยาย การประปาส่วนภูมิภาคสาขาชลบุรี – พนัสนิคม – (พานทอง) – (ท่าบุญมี) ระยะที่ 2 จังหวัดชลบุรี วงเงิน 2,126 ล้านบาท เป็นการปรับปรุงสถานีสูบน้ำดิบ และวางท่อใหม่ ก่อสร้างเพิ่มกำลังผลิตสถานีบางพระ 1 และสร้างโรงสูบน้ำแรงสูง และวางท่อส่งน้ำ–ท่อขยายเขตในพื้นที่ บางพระ–เขาไม้หน้า–ห้วยกะปิ

8.โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยาย การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพัทยา – แหลมฉบัง – ศรีราชา จังหวัดชลบุรี วงเงิน 1,848.9 ล้านบาท เป็นการสร้างสถานีสูบน้ำดิบบางพระใหม่ พร้อมท่อส่งน้ำดิบ เพิ่มกำลังผลิตสถานีผลิตน้ำบางพระ 2 วางท่อส่งน้ำและขยายเขตจ่ายน้ำในพื้นที่บางพระ– ศรีราชา–พัทยา ปรับปรุงระบบจ่ายน้ำสถานีบางละมุง และขยาย เขตจำหน่ายน้ำในพื้นที่ศรีราชา–บางละมุง

และ9.โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง จังหวัดฉะเชิงเทรา วงเงิน 2,854.84 ล้านบาท เป็นการก่อสร้างเขื่อนดิน แบบ (Zone Type) กว้าง 9 ม. ยาว 1,920 ม. สูง 17 ม. ความจุอ่างฯ 19 ล้าน ลบ.ม. อาคารทางระบายน้ำล้น (Spillway) ชนิด Ogee Crest Weir ยาว 168.79 ม. ระบายน้ำได้สูงสุด 110 ลบ.ม./วินาที อาคารท่อระบายน้ำลงลำน้ำเดิม (River Outlet) ท่อ Steel Liner f 1.20 ม. ยาว 81 ม. ระบายน้ำสูงสุด 9.96 ลบ.ม./วิ นาที

 งานอาคารท่อส่งน้ำฝั่งขวา (RMC.) ท่อ Steel Liner f 0.90 ม. ยาว 147.90 ม. ระบายน้ำสูงสุด 4.20 ลบ.ม./วินาที อาคารท่อส่งน้ำฝั่งซ้าย (LMC.) ท่อ Steel Liner f 1.50 ม. ยาว 166.50 ม. ระบายน้ำสูงสุด 9.96 ลบ.ม./วินาทีและ ระบบส่งน้า ความยาว 30 กิโลเมตร

รวมทั้งที่่ประชุมได้เห็นชอบผังน้ำเพิ่มเติม จำนวน 6 ผัง ได้แก่ ผังน้ำลุ่มน้ำโขงเหนือ ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยที่ประชุมมอบหมายให้ สทนช. ดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่งทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีผังน้ำครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว โดยหน่วยงานสามารถใช้ผังน้ำเป็นเครื่องมือประกอบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้านน้ำต่อไป

Latest Posts

spot_imgspot_img

Don't Miss

Stay in touch

To be updated with all the latest news, offers and special announcements.