เกษตรฯ หารือ อ.ส.ค. – ภาคเอกชน รับมือน้ำนมดิบไร้ตลาดช่วงพีค – ปริมาณคงค้าง 181.7 ตันต่อวัน พร้อมเร่งรับซื้อ-แปรรูปเพิ่มมูลค่า ช่วยพยุงราคานมเกษตรกรอย่างยั่งยืน
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการน้ำนมโคที่ไม่มีแหล่งจำหน่าย ร่วมกับ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ( อ.ส.ค. ) กรมปศุสัตว์ และภาคเอกชน เข้าร่วมประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกินที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลผลิตสูงสุด ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนมโค
ทั้งนี้ ปัญหาน้ำนมดิบที่ไม่มีแหล่งจำหน่าย เป็นปัญหาที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ซึ่งเป็นผลจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นตามฤดูกาล ประกอบกับข้อจำกัดด้านตลาดและกำลังการรับซื้อ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางนำปริมาณน้ำนมส่วนเกินเข้าสู่ระบบ ทั้งในรูปแบบการรับซื้อเพิ่มเติม การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น
รวมถึงการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
จากข้อมูลสถานการณ์น้ำนมโคปัจจุบัน พบว่า มีน้ำนมโคคงเหลือที่ยังไม่มีคู่ค้าเข้ามารับซื้อตามบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโค ปี 2568/2569 รวม 181.713 ตันต่อวัน ลดลง 23.439 ตันต่อวัน จากเมื่อครั้งประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 เนื่องจากได้รับความช่วยเหลือจากสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทยในการช่วยรับซื้อ
รวมทั้งผลจากการหารือในครั้งนี้ อ.ส.ค. จะช่วยรับซื้อน้ำนมดิบในปริมาณ 108 ตันต่อวัน ส่วนที่เหลืออีก 73.713 ตันต่อวัน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนมภาคเอกชนมีความยินดีรับซื้อเพื่อนำไปแปรรูปเป็นนมผงเต็มมันเนยต่อไป
นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมกันหาแนวทางและช่องทางการจำหน่ายรองรับผลิตภัณฑ์จากน้ำนมโค โดยเฉพาะการแปรรูปน้ำนมดิบส่วนเกินไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและมูลค่าสูง อาทิ นมผง ครีม หรือผลิตภัณฑ์นมพรีเมียมรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงต้นทุน ราคาน้ำนมดิบ และความเหมาะสมของตลาดเป็นสำคัญ พร้อมขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจและภาคเอกชนในการสนับสนุนด้านช่องทางการตลาดและการกระจายสินค้า
เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับหน่วยงานหรือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง และเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ จะสามารถยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมนมโคของประเทศให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระยะยาว



