” ธรรมนัส ” สั่งกรมประมงเร่งแก้ปัญหาแรงงาน ดันขึ้นทะเบียนต่างด้าว 3 สัญชาติ เสริมแกร่งอุตสาหกรรมประมง
วันที่ 23 ธ.ค.2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการกรมประมงให้เร่งยกระดับอุตสาหกรรมการประมงข ให้มีความเข้มแข็ง ด้วยการแก้ไขปัญหาแรงงานภาคประมงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเดินหน้าสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ตามมติ คณะรัฐมนตรี ( ครม.) เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 68 ซึ่งกระทรวงแรงงานได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถนำแรงงานต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้อง สัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม มาจดทะเบียนเข้าระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเริ่มยื่นขออนุญาตได้ตั้งแต่ วันที่ 12 – 26 ธ.ค. 2568 สำหรับเจ้าของเรือหรือผู้ประกอบการภาคประมงที่ประสงค์จะใช้แรงงานกลุ่มดังกล่าว ให้นำแรงงานไปขออนุญาตทำงานต่อกระทรวงแรงงานให้เรียบร้อยและนำเอกสาร “ใบรับคำขออนุญาตทำงาน” เพื่อออกหนังสือคนประจำเรือ Seabook กับกรมประมง
นายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการตอบสนองข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ได้แก่ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งบางส่วนลักลอบเข้ามาทำงาน หรือเคยได้รับอนุญาตแต่ใบอนุญาตหมดอายุจนสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้เปิดให้ยื่นขอ “ใบรับคำขออนุญาตทำงาน” ตั้งแต่วันที่ 12–26 ธันวาคม 2568 ครอบคลุมแรงงาน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มลักลอบทำงาน , กลุ่มที่ใบอนุญาตทำงานเดิมสิ้นสุด และ กลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคประมง
เพื่อให้สอดรับกับนโยบายยกระดับอุตสาหกรรมประมงไทยภายใต้การขับเคลื่อนของ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กรมประมงจึงกำหนดขั้นตอนการออกหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) สำหรับแรงงานกลุ่มดังกล่าวเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการขออนุญาตเบื้องต้น โดยใช้ “ใบรับคำขออนุญาตทำงาน” และใบเสร็จรับเงิน ยื่นขอ Seabook เล่มสีเขียว ณ สำนักงานประมงในพื้นที่ มีอายุใช้งานถึงวันที่ 24 ก.พ. 2569 ระยะที่ 2 เมื่อได้รับใบอนุญาตทำงานฉบับจริง ให้นำมาปรับปรุงข้อมูล Seabook เพื่อให้สามารถทำงานในเรือประมงได้ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2569
กรมประมงจึงขอประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของเรือและผู้ประกอบการเร่งดำเนินการยื่นคำขออนุญาตทำงานภายในกำหนดเวลา และนำเอกสารมายื่นขอหนังสือคนประจำเรือ เพื่อดึงแรงงานเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงการค้ามนุษย์ และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานประมงไทยตลอดห่วงโซ่การผลิตสู่ระดับสากล



