สศก. ชี้ AI “ ลูกมืออัจฉริยะ ” ที่ช่วยเกษตรกรวางแผน ลดต้นทุน และลดความเสี่ยง ย้ำหัวใจสำคัญยังเป็นคนและข้อมูลในแปลงของตัวเอง
ต้นทุนการผลิตผันผวน สภาพอากาศคาดเดายาก และราคาพืชผลไม่แน่นอน การนำเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือใหม่ที่เกษตรกรไทยอย่างจริงจัง จากเดิมที่ช่วยเพียงตอบคำถามหรือให้ข้อมูลพื้นฐาน และวันนี้ก้าวไปอีกขั้นสู่สิ่งที่เรียกว่า “ Agentic AI ” หรือ เทคโนโลยีที่ไม่เพียงช่วยทำงาน แต่ช่วยคิด วางแผน และตัดสินใจไปพร้อมกับเกษตรกร
ความท้าทายสำคัญไม่ใช่เรื่องว่า AI จะเก่งแค่ไหน แต่คือการทำให้เทคโนโลยี เข้าใจชีวิตจริงของเกษตรกร และถูกใช้ในแบบที่คุ้มค่า ไม่เพิ่มภาระ กับเกษตรกร
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ทุกวันนี้ AI ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวของเกษตรกรอีกต่อไปแล้ว ขณะนี้สู่ยุคการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีในภาคเกษตรไทย จากเดิมที่เกษตรกรเริ่มคุ้นเคยกับการถ่ายรูปใบพืชเพื่อดูโรค ใช้แอปคำนวณปุ๋ย คำนวณต้นทุน หรือเช็กสภาพอากาศ วันนี้ AI กำลังก้าวไปอีกขั้นสู่สิ่งที่เรียกว่า “Agentic AI”
“ พูดง่าย ๆ คือ จากเดิม AI เป็นแค่ผู้ช่วยตอบคำถาม แต่ต่อไปจะเป็นเหมือน ลูกมือ ที่ช่วยคิด ช่วยวางแผน และช่วยทำบางงานแทนเราได้ ”
นายพีรพันธ์ กล่าวว่า Agentic AI สามารถเชื่อมข้อมูลหลายด้านพร้อมกัน ทั้งฝน น้ำ ดิน ราคาสินค้าเกษตรย้อนหลัง เพื่อนำมาคำนวณและเสนอแนวทาง เช่น ควรให้น้ำเมื่อไร ควรปลูกพืชอะไรเสี่ยงแค่ไหน หรือเตือนล่วงหน้าหากมีแนวโน้มโรคระบาดในพื้นที่ ถ้าใช้ให้ถูกทาง AI จะช่วยให้การทำเกษตรง่ายขึ้น เหนื่อยน้อยลง และเสี่ยงน้อยลง แต่ไม่ใช่แทนเกษตรกร
บทบาทสำคัญของ AI ในภาคเกษตร สามารถสรุปได้เป็น 3 เรื่องหลัก ดังนี้คือ
1. ช่วยให้รู้ก่อน คิดก่อน และตัดสินใจก่อน AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังหลายปี แล้วประเมินให้ว่า หากลดปุ๋ยจะกระทบผลผลิตหรือไม่ หรือหากเปลี่ยนไปปลูกพืชใหม่ ต้องลงทุนเท่าไหร่และมีความเสี่ยงระดับไหน ทำให้เกษตรกรไม่ต้องตัดสินใจจากการคาดเดาเหมือนในอดีต
2. ลดต้นทุนและลดของเสียในแปลง โดย AI ช่วยบอกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้น้ำ ลดการใช้น้ำเกินจำเป็น รวมถึงชี้จุดในแปลงที่พืชโตช้า ควรแก้ไขตรงไหน และยังสามารถทำงานร่วมกับโดรนหรือเครื่องจักร ช่วยลดแรงงานและเพิ่มความรวดเร็ว
3.ทำให้การสื่อสารชัดขึ้น เมื่อเกษตรกรมีข้อมูลต้นทุน ผลผลิต และความเสี่ยงที่เป็นตัวเลขจริง การพูดคุยกับนักวิชาการ นักส่งเสริมการเกษตร หรือธนาคาร จะเข้าใจกันง่ายขึ้น ทุกฝ่ายมองข้อมูลชุดเดียวกัน ลดความคลาดเคลื่อนในการตัดสินใจ
นายพีรพันธ์ ย้ำว่า การใช้ เทคโนโลยีจะคุ้มหรือไม่ ต้องดู “ชนิดพืช” โดยคำถามยอดฮิตเมื่อพูดถึง AI คือ “คุ้มหรือไม่คุ้ม” คำตอบคือ ไม่เหมือนกันทุกพืช พืชที่มีมูลค่าสูงต่อไร่ เช่น ผักโรงเรือน ไม้ผลส่งออก แค่ผลผลิตดีขึ้นนิดเดียว หรือความเสียหายน้อยลง ก็คืนทุนเร็ว แต่พืชอย่างข้าว ยาง หรือพืชไร่ของรายย่อย กำไรต่อไร่น้อย การลงทุนระบบแพง ๆ ด้วยตัวเองอาจไม่คุ้ม ทางออกคือ ไม่จำเป็นต้องลงทุนคนเดียวเสมอไป อาจใช้ร่วมกันผ่านกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือระบบที่ภาครัฐและเอกชนสนับสนุนในระดับพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนและเปิดโอกาสให้รายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยี
เลขาธิการ สศก. แนะนำ 5 แนวทางง่าย ๆ ที่เกษตรกรเตรียมตัวในยุค Agentic AI ดังนี้
1.เกษตรกรต้องเตรียมตัวยังไงควรเริ่มจาก “เปิดใจเรียนรู้” โดยไม่ต้องเชื่อทุกอย่าง แต่ให้คิดเสียว่า AI เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ช่วยเสนอไอเดีย ส่วนเราก็เอาความรู้และประสบการณ์ของตัวเองมาประกอบการตัดสินใจ หากมีแอพพลิเคชั่นหรือเครื่องมือที่หน่วยงานรัฐหรือเอกชนนำมาให้ลอง ก็ลองเล่น ลองถาม และถ้าทำไม่เป็นก็ให้ลูกหลานช่วยสอน ถือเป็นโอกาสให้เขามีส่วนร่วมกับอาชีพของครอบครัวด้วย
2.สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ “การจดข้อมูล” ของแปลงตัวเอง เพราะ AI จะให้คำแนะนำได้ดีแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เรามีไม่ต้องเริ่มแบบยาก แค่จดว่าปลูกอะไร ใช้ปุ๋ยเท่าไหร่ ให้น้ำกี่ครั้ง ลงแปลงวันไหน เก็บผลผลิตได้เท่าไหร่ขายได้กี่บาท จะจดในสมุดหรือให้ลูกหลานจดในมือถือก็ได้ข้อมูลพวกนี้จะทำให้รู้ว่าปีไหนทำดีทำเสียและช่วยให้AI วิเคราะห์ตรงกับสภาพจริงของเรา
3.เมื่อมีข้อมูลแล้ว การตัดสินใจต้องอิงบนข้อมูลของตัวเองเป็นหลัก AI อาจเสนอว่าให้ลดปุ๋ย ปรับวันปลูก หรือทดลองเปลี่ยนพืชบางส่วน แต่เราไม่จำเป็นต้องทำตามทันทีต้องดูต้นทุน ความเสี่ยง แรงงาน และสถานการณ์รอบตัวก่อน แล้วเลือกว่าจะทำ ไม่ทำ หรือทำบางส่วนก่อนก็ได้เพราะหน้าที่ของ AI คือเสนอ ส่วนหน้าที่ของเราคือเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองที่สุด
4.ยุคนี้การทำงานคนเดียวอาจเหนื่อยกว่าเดิม เกษตรกรที่ไปได้ดีมักเป็นคนที่ “ทำงานเป็นทีม”ใช้ข้อมูลร่วมกับเพื่อนเกษตรกรในพื้นที่ เช่น กลุ่มทุเรียน กลุ่มยาง หรือกลุ่มผัก เอาข้อมูลจากหลาย ๆแปลงมาดูร่วมกันว่า พื้นที่ไหนทำแล้วดีพื้นที่ไหนเสี่ยง จะเก็บเกี่ยวเมื่อไหร่ หรือควรกระจายผลผลิตยังไงจุดสำคัญคือมองข้อมูลเป็นสิ่งที่แชร์กันได้อย่างฉลาด รู้ว่าอะไรควรแบ่งปัน และอะไรเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ต้องเก็บไว้
5. เกษตรกรต้องรู้สิทธิของตัวเองเรื่องข้อมูล เพราะข้อมูลแปลงมีมูลค่าเสมอ ต้องรู้ว่าใครเก็บข้อมูลเราไป ใช้ทำอะไร และเราได้ประโยชน์อะไรกลับคืนมา หากข้อมูลถูกใช้ในการพิจารณาปล่อยกู้หรือการจ่ายประกัน ควรมีกติกาชัดเจน และถ้าเรารู้สึกว่าไม่แฟร์ เรามีสิทธิถาม ไม่ต้องรู้กฎหมายละเอียดทุกข้อ แต่ต้องตั้งหลักว่า “ข้อมูลของเรา ไม่ใช่ของฟรี” ใครใช้ต้องโปร่งใสและเราควรได้ประโยชน์ร่วมด้วย
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไม AI จะไม่มาแทนเกษตรกร แต่จะทำให้เกษตรกรเก่งขึ้นกว่าเดิม หากเราเปิดใจ ฝึกเก็บข้อมูล ตัดสินใจบนฐานข้อมูล ทำงานร่วมกับคนอื่น และรู้สิทธิของตัวเอง AI ก็จะกลายเป็นลูกมือที่ดีช่วยให้ทำงานเหนื่อยน้อยลง เสี่ยงน้อยลง และยังทำให้มีบทบาทใหม่ๆ ในอาชีพเกษตรได้อีกด้วยอาชีพเกษตรในอนาคต จึงต้องคิดเป็น วางแผนเป็น ใช้ข้อมูลเป็น และใช้เทคโนโลยีเป็น โดยหัวใจยังคงเป็น “การทำงานที่เข้าใจดิน น้ำ และพืช” เหมือนเดิม
Agentic AI “ ลูกมืออัจฉริยะ ” ช่วยเกษตรกรไทยเดินต่อได้ อย่างมั่นคงในโลกยุคใหม่



