นักวิชาการ ชี้ ปี 2568 บาทแข็ง สุดในอาเซียน พุ่ง 6.8% สูงสุดในรอบ 4 ปี ชี้สาเหตุหลักจากดอลลาร์อ่อน ดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่ง และเงินทุนไหลเข้าผิดปกติ มาตรการเก็บภาษีซื้อขายทองคำออนไลน์ช่วยได้
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยบทวิเคราะห์สถานการณ์ค่าเงินบาทปี 2568 ว่า เงินบาทแข็ง ค่าถึง 6.8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าสูงสุดในรอบ 4 ปี และเป็นสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ตลอดปี 2568 ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 32.8 บาทต่อดอลลาร์ จากต้นปีที่ระดับ 33.7 บาท แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนแตะ 31.1 บาท
เดือนธันวาคม สะท้อนแรงกดดันต่อภาคส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของไทย เมื่อเทียบกับสกุลเงินอาเซียน พบว่าเงินบาทแข็งค่าถึง 7.7% มากกว่าอินโดนีเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจสร้างความเสียเปรียบด้านราคาในตลาดโลก
รศ.ดร.อัทธ์ ระบุว่า สาเหตุหลักของเงินบาทแข็งค่าในปีนี้มาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยรวม 0.75%ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ปรับดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มขึ้นกว่า 153% เงินทุนไหลเข้าที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งไม่ได้ปรากฏชัดในข้อมูล FDI แต่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงที่โลกมีความผันผวนสูง
สำหรับมาตรการของภาครัฐในการเก็บภาษีเฉพาะการซื้อขายทองคำออนไลน์นั้น มองว่าเป็นเพียง การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่สามารถสกัดการแข็งค่าของเงินบาทได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลกระทบจะตกอยู่กับนักลงทุนรายย่อยมากกว่ารายใหญ่ ขณะที่เงินทุนขนาดใหญ่ยังสามารถโยกย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น คริปโตเคอร์เรนซี อสังหาริมทรัพย์ หรือการจัดตั้งบริษัทนอมินีได้
รศ.ดร.อัทธ์ เสนอให้ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนแก่ผู้ส่งออก การตรวจสอบเส้นทางเงินทุนที่มีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และการแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อลดความผันผวนไม่ให้แข็งค่ามากกว่าประเทศในภูมิภาค พร้อมย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายด้านการเงินและธุรกิจต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าอย่างยั่งยืน



